ขอบคุณที่มอบความไว้วางใจ ให้ทีมงาน Muangthai Life Agentsทีมงานที่ปรึกษาทางการเงินและประกันชีวิต ได้มีส่วนร่วมในการดูแลคุณและคนในครอบครัว เราพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันดูแลและเดินเคียงข้าง คุณและคนที่คุณรัก เพราะเราเป็นมากกว่าตัวแทนประกันชีวิต
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

การวางแผนการเงินส่วนบุคคล

การวางแผนการเงิน ( Financial Planning )  หมายถึง  กระบวนการวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคลอาจจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  Personal  Finance  
ทำไมต้องวางแผนการเงิน        

1.คนอายุยืนขึ้น   
ปัจจุบันคนไทยมีอายุเฉลี่ย  71 ปี  แต่ถ้าเราเก็บสถิติเฉพาะคนไทยที่อายุ  60  ปีขึ้นไป  จะพบว่าท่านเหล่านั้นจะอยู่ได้อีกประมาณ  20  ปี  (  ข้อมูลจากสถาบันประชากรและสังคม ม.มหิดล  )   ดังนั้น  จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่า  ช่วงเวลาหลังเกษียณที่ต้องอยู่อีกตั้ง 20 ปี  เราจะอยู่กันอย่างไร  ถ้าไม่มีการวางแผนการเงินที่ดีพอ          
2.โครงสร้างสังคมเปลี่ยนไป        
เดิมคนไทยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่    ปัจจุบันแยกย้ายกันอยู่  เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น การคาดหวังให้ลูกหลานเลี้ยงดู  เป็นเรื่องที่หวังได้น้อยลง  เราจึงต้องเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ        
3.ค่าครองชีพในอนาคตจะสูงขึ้นมาก    
ข้าวของในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นทุกวัน  อีก  20-30  ปีข้างหน้าในวันที่เราเกษียณ  สินค้าที่จำเป็นอาจแพงขึ้นอีก  1-2  เท่าตัว  โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล  ที่มักมีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายมากกว่าเงินเฟ้อเสมอ  ดังนั้นงบประมาณที่เราเตรียมไว้อาจไม่เพียงพอ  ถ้าไม่ได้คำนวนเผื่อค่าเงินเฟ้อไว้ด้วย  
4.สวัสดิการของรัฐไม่เพียงพอแน่    
ในอีก  15  ปีข้างหน้า  สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ  60  ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็น  20%   นั่นหมายความว่า 1 ใน 5 ของคนไทยจะเป็นคนสูงอายุ  ขณะที่สัดส่วนของคนวัยทำงานต่อคนสูงอายุจะลดลงจาก  6:1  ในปัจจุบันเป็น  3:1  ในปี  2021  ทำให้ภาษีที่รัฐเก็บได้จะไม่เพียงพอต่อการจัดหาสวัสดิการให้คนสูงอายุ  หรือหากทำได้ก็เป็นแบบพื้นๆเท่านั้น        
5.ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น          สมัยก่อนการฝากเงินในธนาคารให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจและมีความมั่นคงสูง  เดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยเงินฝากลดน้อยลงมาก  ขณะที่ช่องทางการลงทุนใหม่ๆมีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น  แต่ก็มีรูปแบบและความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป  การทำความเข้าใจและรู้จักวางแผนการลงทุนให้ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละบุคคล  จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น         
6.ทำให้เราสามารถเกษียณอายุได้เร็วขึ้น           
หากมีการวางแผนที่ดีและเริ่มต้นเร็ว  ย่อมบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่า  ไม่ว่าจะเป็นเงินออมที่เก็บได้มากขึ้น  ดอกเบี้ยทบต้นที่สูงขึ้น  หรือการสามารถหาประโยชน์จากโอกาสดีๆที่บังเอิญผ่านเข้ามา  เพราะเรามีเงินออม  เงินก้อนที่เก็บเอาไว้  เช่น  ซื้อที่ดินทำเลสวยจากคนที่ร้อนเงิน  หรือ  ซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาตกลงมามากเกินควร         
7.ช่วยรองรับความเสี่ยงของชีวิตได้มากขึ้น   
ชีวิตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  เราอาจโชคร้าย  เจ็บป่วย  หรือ  เกิดอุบัติเหตุหนักๆขึ้นได้   แต่ถ้าเรามีการวางแผนการประกันภัยไว้  ย่อมสามารถบรรเทาภาระต่างๆลงได้  หรือ  เราเกิดตกงานกระทันหัน  มีคนในครอบครัวป่วย  การมีเงินเก็บสำรองไว้  ย่อมหลีกเลี่ยงความยุ่งยากจากการต้องไปกู้หนี้ยืมสินเงินกู้นอกระบบลงได้
******************************************************************************************
การบริหารภาระหนี้สิน




*********************************************************************************************
ปิรามิดแห่งการวางแผนทางการเงิน

ในส่วนของ Basic Needs & Risk Management คือความต้องการขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน Basic Needs หมายถึง การมีเงินออมเผื่อฉุกเฉินที่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายไว้อย่างน้อย 3-6 เดือน ของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น คุณมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 10,000 บาท แสดงว่าคุณควรจะมี Emergency Cash หรือเงินออมเผื่อฉุกเฉิน จำนวน 30,000 – 60,000 บาท และในส่วนของ Risk Management อธิบายอย่างง่าย ๆ เลยจะหมายถึง การมีประกันที่เพียงพอ หรือ การวางแผนการประกันโดยแยกประเภทใหญ่ ๆ ได้เป็น 3 ส่วนคือ 1. Income Protection การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองรายได้
2. Health Protection การทำประกันสุขภาพ อุบัติเหตุ และ โรคร้ายแรง
3. Asset Protection การทำประกันเพื่อคุ้มครองสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น รถยนต์ บ้าน และ ธุรกิจ


สามเหลี่ยมที่เป็นฐานชั้นที่ 2
ในส่วนของ Accumulation ในส่วนนี้จะผ่านการวางแผนทางการเงินในเรื่องของ
1. การวางแผนภาษี
หากส่วนนี้เรามีการวางแผนดี ๆ จะทำให้เรามีเงินเพิ่มมากขึ้น เรียกง่าย ๆ ว่าเปลี่ยนเงินที่ต้องจ่ายภาษีมาเป็นเงินออมของเราเพียงเท่านี้เราก็จะมีเงินเก็บส่วนตัวเพิ่มขึ้น และ กลยุทธ์ง่าย ๆ ที่จะทำให้ประหยัดภาษีก็คือ
- ลด   เงินได้พึงประเมินให้ต่ำลง
- เพิ่ม   ค่าใช้จ่าย และ ค่าลดหย่อน ให้สูงขึ้น


2. การวางแผนการเกษียณ
ในส่วนนี้เราควรวางแผนเกษียณแต่เนิ่น ๆ หรือเพิ่งเริ่มทำงานจะดีมาก เพราะจะตรงกับคำพูดที่ว่า “ ออมก่อนรวยกว่า” ซึ่งตัวช่วยที่สุดยอดก็คือ “ พลังของดอกเบี้ย” ทั้งจะทำให้เราออมเงินได้อย่างสบาย ๆโดยไม่ทำให้เรารู้สึกว่าตึงหรือหนักจนเกินไปซึ่งเมื่อถึงวัยเกษียณแล้ว การมีเงิน 10 ล้าน ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับเรา หากเลือกได้เมื่อถึงวัยเกษียณ “ การเป็นคนแก่น่ารำคาญ (หมายถึงพอแก่แล้วไม่มีเงินเป็นภาระของลูกหลาน) กับ เป็นคนแก่เจ้าสำราญ (หมายถึง พอแก่แล้วมีเงินทองมากมายลูกหลานรักใครห้อมล้อม)” หากตอนนี้ยังมีเวลาเลือกได้ การเป็น “ คนแก่เจ้าสำราญ” น่าจะดีกว่าจริงมั้ยครับ

สามเหลี่ยมชั้นที่ 3 ชั้นสุดท้าย

คือในส่วนของการลงทุน ซึ่งในแง่ของเศรษฐศาสตร์แล้ว การลงทุน คือ “ การเลื่อนการบริโภคออกไปในอนาคต” ในส่วนนี้เป็นส่วนสุดท้ายของการวางแผนทางการเงินซึ่งการลงทุนนั้นโดยมากคนทั่วไปมักจะมุ่งหวังกำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง แต่ความจริงแล้วหลักในการพิจารณาที่จะลงทุนสิ่งสำคัญควรคำนึงถึง รายได้ ไลฟ์สไตล์ ช่วงอายุ และ การยอมรับในส่วนต่างของการ ขาดทุน หรือ กำไร จากการลงทุน และ อย่าลืมสัจจะธรรมของการลงทุนที่ว่า “High Risk High Return & Low Risk Low Return” 
****************************************************************************************
โครงสร้างการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล



  การวางแผนการประกัน
การประกันภัยเป็นส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งและเป็นขั้นตอนระดับพื้นฐานในการวางแผนทางการเงิน ซึ่งเป็นการให้ความคุ้มครองทางการเงิน และ ความมั่นใจในการดำรงชีวิตแก่ตนเอง และ ครองครัวที่ได้รับความเดือนร้อนหรือความเสียหายจากการทุพพลภาพ หรือจากการสูญเสียชีวิตของผู้มีรายได้หรือหัวหน้าครอบครัวก่อนวัยอันควร นอกจากนั้น การประกันชีวิตยังส่งเสริมและฝึกนิสัยบุคคลให้รู้จักเก็บออมอีกด้วย

ค่าใช้จ่ายในการประกันภัย ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นประโยชน์สำหรับอนาคต เนื่องจากทุกชีวิตมีความเสี่ยงที่อาจจะประสบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราไม่คาดคิด ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียรายได้ ชีวิต และทรัยพย์สิน ดังนั้นคุณจึงควรวางแผนในการทำประกันภัย เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวา ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุดังกล่าวจะได้ไม่ต้องนำเงินออมหรือเงินที่ลงทุนไว้มาใช้
เพราะความไม่แน่นอนคือความแน่นอน การทำประกันเพื่อบรรเทาความสูญเสียทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถจัดการกับความสูญเสียจากการเสี่ยงภัยได้ด้วยตนเอง
การเลือกประเภทของการประกัน การประกันแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ การประกันชีวิตและการประกันภัย และยังสามารถแบ่งย่อยได้อีกหลายลักษณะ ทั้งการประกันสุขภาพ การประกันอุบัติเหตุ การประกันอัคคีภัย การประกันโจรกรรม การประกันแบบสะสมทรัพย์ แบบชั่วระยะเวลา ฯลฯ เราจึงควรเลือกทำประกันให้สอดคล้องกับความจำเป็นทางการเงิน และความเสี่ยงภัยของเรา โดยพิจารณาประกอบกับสวัสดิการ หรือความคุ้มครองที่ได้รับจากหน่วยงานต้นสังกัดว่าที่มีให้เรานั้นเพียงพอแล้วหรือยัง?

ข้อความจาก www.tsi-thailand.org และ หนังสือ “ เงินทองต้องใส่ใจ “ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 
_____________________________________________________________________________
การวางแผนการศึกษาบุตร
เมื่อครอบครัวมีสมาชิกตัวน้อยๆ สายใยรักแห่งครอบครัวก็ถักทอแน่นหนาขึ้น หน้าที่สำคัญของพ่อและแม่ก็คือ การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี ส่งเสริม สนับสนุนให้การศึกษาที่ดีแก่ลูกเพื่อให้ลูกพึ่งพาตนเองได้ ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างบุคลากรที่ดีให้แก่สังคมของพ่อและแม่จัดการได้โดยการเริ่มวางแผนการศึกษาแก่บุตรตั้งแต่ก่อนวัยเรียน
การหาข้อมูลสถานศึกษา
เพื่อวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน การเดินทาง ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ สภาพแวดล้อม บรรยากาศการเรียน จำนวนครู อาจารย์ ผู้ช่วยสอน ความน่าเชื่อถือ
กำหนดเป้าหมายจำนวนเงิน
เนื่องจากค่าเล่าเรียนที่แตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน หรือโรงเรียนสองภาษา โรงเรียนนานาชาติ พ่อแม่จึงควรเลือกโรงเรียนที่ได้มาตรฐานตามความต้องการของครอบครัวและมีค่าใช้จ่ายในการเรียนเหมาะสมกับรายได้ของครอบครัว เพื่อกำหนดจำนวนเงินที่ต้องใช้ตลอดจนจบการศึกษาของลูก
วางแผนการจัดสรรค่าใช้จ่าย ไว้สำหรับการศึกษา
ควรเน้นการเก็บออม และการลงทุนระยะยาวที่มีความมั่นคง เพื่อให้เงินออมเพิ่มมูลค่าได้อย่างเพียงพอและสม่ำเสมอประกอบควรทำประกันชีวิตไว้ส่วนหนึ่งเผื่อถ้ามีเหตุการไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับเรา ลูกน้อยของเราจะได้มีทุนการศึกษาไว้เล่าเรียนต่อในยามที่เราไม่สามารถดูแลพวกเค้าอีกต่อไปได้
ในปัจจุบันมีทางเลือกในการเรียนเพิ่มขึ้นมากมาย ทั้งโรงเรียนสองภาษา โรงเรียนนานาชาติ หรือการไปเรียนต่างประเทศ ถือเป็นโอกาสที่ดีทางการศึกษา ควรส่งเสริมให้ลูกๆ ได้มีส่วนช่วยในการเปรียบเทียบข้อมูล ช่วยตัดสินใจ และช่วยวางแผนการศึกษาของตนเอง เมือถึงวัยอันควร รวมทั้งร่วมกันหาข้อมูลทุนการศึกษาประเภทต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกๆ เอาใจใส่ในการเรียน
_______________________________________________________________________________
  การวางแผนภาษี
เนื่องจากรัฐบาลจะใช้มาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมการออมของประชาชน เราจึงควรศึกษามาตรการทางภาษีเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนภาษีส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยให้เราเสียภาษีได้อย่าง ถูกต้อง ถูกสตางค์ และถูกใจ ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆ จากการทำความเข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีเงินได้ที่เราจะต้องเสีย แล้วใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้คุ้มค่า
การใช้สิทธิประโยชน์จากเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี กรมสรรพากร* ได้กำหนดให้มีเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้นภาษีไว้ 28 ประเภท ซึ่งมีรายละเอียดมากกว่า 50 รายการ ที่เราควรจะศึกษา ทำความเข้าใจ และจัดเตรียมเอกสารรับรองให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ที่จะได้รับจากการยกเว้นภาษี ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างสินค้าทางการเงินที่เห็นได้ชัดอีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากกรมสรรพากรด้วยคือ
1.เงินได้ที่จ่ายซื้อเบี้ยประกันชีวิต ให้หักเป็นค่าลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท / ปี
2.เงินได้ที่จ่ายซื้อหน่วยลงทุน กองทุนรวม LMF ให้หักเป็นค่าลดหย่อนได้ 500,000 บาท/ปี
(ปัจจุบัน หักลดหย่อนได้ 700,000บาท/ปี) ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมินต่อปี
3.เงินได้ที่จ่ายซื้อหน่วยลงทุน กองทุนรวม RMF ให้หักเป็นค่าลดหย่อนได้ 500,000 บาท/ปี
* (ปัจจุบัน หักลดหย่อนได้ 700,000 บาท/ปี) ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมินต่อปี
_________________________________________________________________________________
การวางแผนการลงทุน
การวางแผนการลงทุน คือ การกำหนดนโยบายการลงทุน เพื่อที่จะได้แบ่งสรรเงินออมที่มีในขณะนั้น แล้วนำไปลงทุนต่อไป
เหตุที่เราต้องจัดสรรเงินลงทุนเพราะ มีตราสารทางการเงินหลากหลายประเภทที่เราอาจนำเงินไปลงทุนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นได้ เช่นการลงทุนในหุ้นทุน พันธบัตรที่ออกจำหน่ายโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน หุ้นกู้ กองทุนรวม กรมธรรม์ประกันชีวิต หรือแม้แต่ในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เรารู้จักกันดี
สิ่งที่เราต้องเข้าใจคือ เครื่องมือหรือตราสารทางการเงินแต่ละประเภทนั้นล้วนมี “ ความเสี่ยง” ในการลงทุนที่แตกต่างกันไป และผู้ลงทุนแต่ละคนสามารถรับอัตราความเสี่ยงได้ไม่เท่ากันด้วย
ความเสี่ยง ที่เราในฐานะผู้ลงทุนคนหนึ่งควรจะทราบไว้ เพื่อจะได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนนั้น แยกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ
1. ความเสี่ยงที่ไม่สามารถกระจายได้ เป็นความเสี่ยงของระบบหรือของตลาด ที่เขาใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Systematic Risks ตัวอย่างของความเสี่ยงชนิดนี้คือ ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ จากอัตราดอกเบี้ย และจากเรื่องของการเมือง คุณคงจะเห็นแล้วว่าเรื่องทั้งหลายที่กล่าวมานั้นหากเราลงทุนอยู่ในตลาดของประเทศหนึ่งประเทศเดียวเท่านั้น และเกิดมันมีการเปลี่ยนไปไม่ว่าจะอย่างไร ทางไหน การลงทุนของเราต้องโดนผลกระทบแน่ๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย
2. ความเสี่ยงที่สามารถกระจายได้ หรือ Non-Systematic Risks ขอให้ตัวอย่างของความเสี่ยงชนิดนี้ไว้คร่าวๆ คือ ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของกิจการที่เราไปลงทุนอยู่ และความเสี่ยงของอุตสาหกรรมโดยรวม
วิธีลดความเสี่ยงประเภทที่สองนี้ คือ แบ่งการลงทุนออกไปในภาคอุตสาหกรรม (ที่ดีๆ และมีอนาคตด้วย) มากกว่าหนึ่งอย่าง พร้อมๆ กับลงทุนในหลายๆ บริษัท หรือที่เราคุ้นกับสุภาษิตไทยโบราณที่ว่า “ อย่าใส่ไข่รวมไว้ในตะกร้าเดียว” นั่นเอง
เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่า มีคนอีกหลายคนที่เมื่อกำหนดนโยบายการลงทุนได้แล้ว แทนที่จะเริ่มลงทุนตามนโยบายการลงทุนที่ตนเองกำหนดไว้ แต่กลับคอยโยกย้ายเงินลงทุนของตนไปตามกระแส หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุนของตนไป เมื่อมีใครมาเคาะประตูเสนอขายสินค้าทางการเงินโดยใช้ “ ผลตอบแทนการลงทุน” มาเป็นเครื่องล่อใจ
หลายคนมักจะคิดว่า...เรามีเงินลงทุนน้อยนิดเดียว จำเป็นด้วยหรือที่ต้องวางแผนการลงทุน?
ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ควรจะต้องวางแผนการลงทุน และอาจจะต้องการให้มีผู้วางแผนการลงทุนที่ชำนาญมาช่วยกำหนดแผนการลงทุนให้นั้น ควรจะเป็นคนชั้นกลางที่พอมีเงินเหลือเก็บ เพราะเงินแต่ละบาทที่คนกลุ่มนี้หามาได้นั้น หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงจริงๆ และด้วยความยากลำบากยิ่ง
ดังนั้นเขาควรต้องมีผู้เชี่ยวชาญและชำนาญหรือมี ที่ปรึกษาทางการเงินหรือนักวางแผนการเงินที่ มาช่วยวางแผนการลงทุนให้ เพื่อจะช่วยให้เขาสามารถมีเงินออมไว้ได้มากเพียงพอกับวัตถุประสงค์ของเขาในอนาคต
________________________________________________________________________________
การวางแผนเกษียณอายุ
หากกล่าวถึงการเกษียณอายุ คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งไกลเกินไปที่จะคิดและวางแผนเสียตั้งแต่วันนี้ โดยหารู้ไม่ว่าจริง ๆ แล้วการวางแผนเพื่อเกษียณอายุนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง ๆ ดังนั้น คุณจึงควรที่จะวางแผนเกษียณอายุเสียตั้งแต่วันนี้ โดยคำนึงถึงระยะเวลาแห่งช่วงชีวิต อัตราเงินเฟ้อ วิถีชีวิต รวมไปจนถึงปัญหาทางด้านสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณด้วย
ในการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุนั้น จะเริ่มตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายที่ต้องการเหลังเกษียณ จากนั้นค่อยสำรวจความพร้อมของตนเองควบคู่ไปกับคำนวณความต้องการใช้เงินหลังเกษียณ ขั้นตอนต่อมาจึงกำหนดวิธีที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย โดยการเขียนแผนเป็นลาดลักษณ์อักษรและที่สำคัญต้องลงมือปฎิบัติตามแผน พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงแผนการออมอย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเกษียณอายุของคุณบรรลุเป้าหมายคุณควรศึกษาและติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอยู่เสมอ กระจายสินทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยง ทำประกันชีวิต และ สุขภาพ วางแผนภาษี บริหารจัดการสินทรัยพ์ที่มีอยู่ให้เรียบร้อย และหากมีเอกสารสำคัญก็ควรบอกให้คนใกล้ชิดทราบเผื่อหลงลืมเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการวางแผนเพื่อเกษียณอายุได้อย่างสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
_________________________________________________________________________________

ร่วมออกแบบและวางแผนทางการเงินกับเราสิครับ เพื่ออนาคตที่สดใสของคุณและคนในครอบครัว
คลิกเลย..!  085-154-4935 ทุกวันเวลาทำการ
_________________________________________________________________________

ทำประกันคุ้มครองรายได้และธุรกิจ

ครอบครัวมั่นคงได้ ด้วยหลักประกันรายได้ของครอบครัว 
ทุนประกันชีวิตเปรียบเสมือนกองทุนมรดกเงินสดที่จะเลี้ยงดูให้ครอบครัวสามารถดำรงชีพได้ต่อไป การรักษาระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวและธุรกิจที่ท่านทำให้เหมือนเดิมหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับท่าน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม 
แต่เดี๋ยวก่อน! อย่าพึ่งตัดสินใจวางแผนอนาคตทางรายได้และธุรกิจกับเรา หากท่านยังไม่ได้ตอบคำถามจากบทสนทนาของเราต่อไปนี้

******************************************************************************************
เป็นไปได้ไหม ที่อยู่ดีๆ เงิน จะลุกขึ้นมาทำงานแทนเรา 
คุณครับ...ไม่ทราบว่าวันนี้คุณทำงานเพื่ออะไรครับ...?
ใช่หรือไม่ครับ ที่คุณยอมลำบากอยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อคนในครอบครัวของคุณนั่นเอง 
เพื่อให้ครอบครัวใช้จ่ายได้อย่างสุขสบายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องมาจากรายได้ของเราใช่ไหมครับ    รายได้ของคนเรานั้น มาจาก สองแหล่งด้วยกันครับ คือ คนหาเงิน และ เงินหาเงิน
คุณครับ ...เห็นด้วยไหมครับ ว่าคนหาเงินนั้น เป็นแหล่งรายได้ชั่วคราว
เพราะคนหาเงินนั้น อาจมีเหตุให้ต้องหยุดลงทุกขณะ อันเนื่องจากเหตุไม่คาดคิดต่างๆ เช่น
เจ็บป่วย อุบัติเหตุหรือเสียชีวิตลงเมื่อนั้นคนทำงานไม่ได้รายได้ก็จะหยุดลงทันทีถูกต้องไหมครับ
ส่วนเงินหาเงินนั้น เช่น เงินฝากธนาคารกินดอกเบี้ย นั้นนับเป็นแหล่งรายได้ถาวร เพราะแม้คนหยุดทำงานไปแล้ว ธนาคารก็ยังออกดอกเบี้ยอยู่เรื่อยๆ จริงไหมครับ
และถ้าวันนี้ คุณต้องหยุดทำงานโดยฉับพลัน ทำให้คนทำงานไม่ได้ ไม่ทราบคุณมีเงินพอจะให้ เงินนั้น ทำงานแทนคุณแล้วหรือยัง
ยังหรือครับ....ถ้ายัง...ผมมีวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำให้เงิน ลุกขึ้นมา ทำงานแทนคุณได้ ไม่ทราบคุณสนใจไหมครับ ...สนใช่ไหมครับ..! งั้นคุณคลิกที่นี่เลยครับ  คลิกเลย...!!
____________________________________________________________
ทรัพย์สินชิ้นที่มีค่าที่สุดที่เรามีอยู่คืออะไรครับ

คุณครับ ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดของเราทุกคนคืออะไรครับ..?
คือ...ความสามารถในการที่จะตื่นขึ้นมาทุกวันและออกไปหารายได้น่ะซิครับ
เพราะเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจะมีรายได้มหาศาลเลยทีเดียว ลองคำนวณดูนะครับ สมมติ คุณมีรายได้ปีละ 600,000 บาท ตอนนี้คุณอายุ 30 ปี คุณต้องการเกษียณตอนอายุ 60 ปี เท่ากับคุณมีเวลาทำงานอีกเท่าไรครับ..... 30 ปี ถูกต้องไหมครับ คุณลองเอารายได้ต่อปี คูณ ด้วย
จำนวนปีที่เหลืออยู่ คือ 30 ซิครับ มันจะเท่ากับ  18 ล้านบาท ใช่ไหมครับ นี่แหล่ะครับคือค่าตัวของคุณ  จนถึงวัยเกษียณอายุ 
คุณได้เคย คำนวณรายได้ของตัวคุณเองบ้างไหมครับเท่าที่ผ่านมา ว่าอนาคตคุณจะมีรายได้สักเท่าไหร่
แต่ คนหลายคน อาจมีอุปสรรคทำให้ไม่สามารถหารายได้มหาศาลดังที่คำนวณไว้ได้ เนื่องจากการทุพพลภาพอย่างกะทันหัน มาตัดรอนโอกาสของอนาคต
เราลองมาดูปัญหาการทุพพลภาพกันนะครับ  ตามรูปข้างบนเลยครับ 
ตอนนี้ คุณแข็งแรงดีนะครับ  ทำงานและหารายได้ตามปกติ  เส้นข้างบนนั่นคือ เส้นรายได้ของคุณยามปกตินะครับ  เส้นข้าล่างคือ เส้นรายจ่ายของคุณ  ภาพเงินคือสิ่งที่เราจะเก็บออมนะครับ ทีนี้ี้เมื่อคนเรา เกิดทุพพลภาพ จากการเกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ทำให้ต้องอยู่แต่บนเตียง รถเข็น พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะกรณีใดๆ จะเกิดปัญหาสองอย่างขึ้นมาครัย 
1. ความเจ็บป่วยจะทำให้เรามีรายจ่ายปกติที่เพิ่มขึ้น โดยมีรายได้ลดลง ตามลูกศรนะครับ
2. จุดที่สองเส้นตัดกัน นั่นคือ หนี้สินที่กำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งเราจะต้องหายโดยเร็ว เพราะเราจำเป็นต้องมีเวลาและมีเงิน 
**************************************************************************************** 
คำถามก็คือ.... เราจะหาเงินที่รักษาตัวนี้ มาจากไหนครับ?
ต่อไปนี้คือแหล่งเงินที่น่าจะเป็นไปได้ พร้อมกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
   1. เงินเดือน-  มันจะคงมีต่อไปอีกนานเท่าใดครับ ตอบได้ไหมครับ
   2. เงินเก็บ-    ถ้าคุณเก็บเงินจากรายได้ 10 % ต่อปี เป็นไปได้ไหมที่การทุพพลภาพของคุณ  อาจทำให้เงินที่คุณเก็บมาตลอด ต้องหมดไปในครั้งเดียว
   3.  ยึืม -  ถ้าคุณไม่มีรายได้ ถามจริงเหอะ ใครจะอยากให้คุณยืมเงินครับ  แม้ยืมได้ก็ต้องคืนทั้งดอก ทั้งเงินต้น
   4.  ขายทรัพย์สิน- คุณมีทรัพย์สินที่จะขา่ยไหม? และจะได้ราคาที่ยุติธรรมไหมครับ
   5. ให้คู่สมรสดูแล - ยุิติธรรมแล้วเหรอที่คนๆหนึ่ง ต้องเป็นผู้ดูแลคนทั้งบ้าน แล้วยังต้องดูแลเราอีกด้วย
   6.  ให้คุณพ่อ คุณแม่ ดูแลเรา- หลังจากท่านดูแลเรามาจนเติบใหญ่ หวังเราจะเป็นที่พึ่งของท่านได้ แล้วมันยุติธรรมแล้วเหรอ สำหรับคนแก่ สองคน ที่ต้องมาคอยดูแลเราไปอีกจนตลอดชีวิต
คุณครับ ตอบคำถามเหล่านี้ได้ไหมครับ?...
หากวันนี้ เรามีโครงการคุ้มครองรายได้ ในยามทุพพลภาพ ที่คุณเพียงฝากเงินเพียงเล็กน้อย แต่สร้างรายได้ให้คุณได้ต่อเนื่องทันที ในยามที่จำเป็นต้องใช้มัน คิดว่าน่าสนใจไหมครับ ...สนใจใช่ไหมครับ... คลิกเลยครับ เพื่อตัดสินใจ ว่าคุณต้องการเก็บไว้ซักเดือนละเท่าไร 
คลิกเลย....!!
______________________________________________
ธุรกิจที่ทำอยู่เป็นยังไง และคุณจ้างพนักงานเดือนละเท่าไร 
 คุณครับ ปัจจุบันคุณจ้างพนักงาน เงินเดือนขั้นต่ำ ตกคนละเท่าไรครับ
 ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับตัวคุณคิดว่าพนักงานพวกนี้จะช่วยอะไรคุณและคนในครอบครัวของคุณได้ไหมครับ
ผมเชื่อว่า สิ่งที่พวกเขาจะทำ นั่นคือการออกไปหางานใหม่ในที่ทำงานใหม่เท่านั้นเอง ถูกไหมครับ
ที่พูดมา แค่อยากบอกกับคุณว่า เราอยากขอทำงานกับคุณด้วยคนน่ะครับ แต่ ขอรับเงินเดือนเท่ากับคนงานของคุณเท่านั้น โดยหน้าที่ของเรา คือ เวลาที่คุณไม่เดือดร้อน เรามีหน้าที่ มาเยี่ยมเยียนคุณและครอบครัว แต่เมื่อไหร่ที่เวลาของคุณหมดลง เราจะถือถุงใส่เงิน เป็นจำนวน 1,000,000 บาทมาส่งให้ที่บ้านคุณ ขณะเดียวกัน เงินที่คุณจ้างเราไว้ ก็ไม่ได้ถูกใช้ออกไป ถ้าคุณฝากจนครบเกษียณ อายุ 60ปี เราจะนำเงินของคุณมาคืนให้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย เพียงคุณจ้างเรา เพียงเดือนละ 3000 บาท
เราจะนำเงินมาให้ครอบครัวคุณ 1,000,000 บาท ถ้าจ้างเราเดือนละ 6,000 บาท เราจะนำเงินมาให้ครอบครัวคุณ 2,000 ,000 บาท คิดจะจ้างเรา เดือนละเท่าไหร่ดีครับ       คลิกเลยครับ...!!
_________________________________________________________ 
คำถามสุดท้ายครับ 

ในธุรกิจของคุณ ระหว่างเงินของคุณเอง และเงินของคนอื่น( ธนาคาร ,บริษัทสินเชื่อ ) เวลาคุณทำธุรกิจ ส่วนใหญ่คุณใช้เงินของคุณเองหรือ เงินของคนอื่นครับ.......
แล้วถ้าวันหนึ่ง เกิดอะไรขึ้น กับตัวคุณ อย่างกะทันหัน หนี้สินก้อนที่คุณเอาเงินคนอื่นมาใช้ คุณต้องชดใช้ไหมครับ.....
และถ้าเลือกได้ ระหว่างใช้เงินคุณเอง กับ ใช้เงินของคนอื่น ในการเคลียร์หนี้ คุณจะเลือกแบบไหนครับ .......
ถ้าวันนี้ เรามีวิธีเคลียร์หนี้สิน โดยใช้เงินคนอื่น คุณสนใจไหมครับ ...สนใช่ไหมครับ...ถ้าอย่างนั้น   ...คลิกเลยครับ ...คลิกเลย..!!!

*****************************************************