Blogger Widgets
ขอบคุณที่มอบความไว้วางใจ ให้ทีมงาน Muangthai Life Agentsทีมงานที่ปรึกษาทางการเงินและประกันชีวิต ได้มีส่วนร่วมในการดูแลคุณและคนในครอบครัว เราพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันดูแลและเดินเคียงข้าง คุณและคนที่คุณรัก เพราะเราเป็นมากกว่าตัวแทนประกันชีวิต

ร่วมแบ่งปัน

Twitter

เวปเพื่อนบ้าน

เมืองไทย Video

Loading...

(C) All Rights Reserved. Muangthai Agent | Free blogger templates Designed by SkinPress.com

Muangthai Life Agents

  • เมืองไทยประกันชีวิต

มีลูกหนึ่งคนจนไปสิบปี!สำนวนนี้ดูเหมือนจะล้าสมัยไปแล้ว เพราะยุคถดถอยของดอกเบี้ย แถมยังถูกเงินเฟ้อกัดกร่อนค่าเงิน ค่าครองชีพวิ่งแซงเงินเดือน แค่มีลูกหนึ่งบางคนบอกจนไปครึ่งชีวิตก็มี

ไม่เห็นจำเป็นต้องวางแผนอะไรเลย ก็ส่งลูกเรียนไปตามมีตามเกิด ตามยถากรรม ตามฐานะ ตามกำลังที่มี

ในความเป็นจริง คุณจะทำอย่างนั้นก็ได้ เพราะปัจจุบันก็มีคนทำแบบนี้ไม่ใช่น้อย แต่จะดีกว่าไม่ใช่หรือ หากคุณลงมือสร้างแต้มต่อให้ลูกหลานที่ลืมตาดูโลกด้วยการวางแผนเรื่องการศึกษาให้กับเขา
อย่างมีคุณภาพที่สุด

หากแต่ในปัจจุบัน การวางแผนการเงินเพื่อเตรียมพร้อมเรื่องลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาให้ลูกหลาน ไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อนที่ดอกเบี้ยทะยานเหนือ 10% แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเสมอไป หากคุณจะลงมือวางแผน เราจะพาคุณไปดูว่า มีลูกหนึ่งคน คุณต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยที่สุดเท่าไหร่ เพื่อการศึกษาของลูกรักให้ไปตลอดรอดฝั่ง

จากสถิติในอเมริกา โดยทั่วไปเด็กอายุ 18 ส่วนใหญ่จะย้ายออกจากบ้าน แต่ปัจจุบัน 68% ของเด็กอายุ 18 ไม่ย้ายออกจากบ้านแล้ว เพราะเขาเริ่มรู้สึกแล้วว่า การย้ายออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ ทำให้พวกเขาต้องหันมาทำงานพิเศษ ต้องจ่ายค่าเช่าห้องเอง ส่งตัวเองเรียน เด็กเริ่มรู้สึกว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องออกไปลำบากอย่างนั้น สู้เอาเงินที่หามาได้ นำไปซื้อข้าวของที่อยากได้หรือของที่จำเป็นต้องใช้ไม่ดีกว่าหรือ

ขณะเดียวกัน ภาระของพ่อแม่ทั่วโลกมีแนวโน้มยาวนานขึ้นเพราะจากในอดีตแค่เรียนจบระดับปริญญาตรีก็เพียงพอแล้ว แต่ปัจจุบันต้องจบระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก ถึงจะเดินลงสู่สนามแรงงานได้อย่างยืดอกได้

นอกจากนี้ เด็กสมัยนี้ใช้เวลาค้นหาตัวเองนานขึ้น และระหว่างทางของเด็กคนหนึ่ง จะต้องมีทั้งเรียนพิเศษนอกห้องเรียน ทั้งเตรียมเอนทรานซ์ เรียนเปียโน เรียนบัลเล่ต์ สมัยก่อนเรียนแค่ภาษาอังกฤษ แต่เท่านั้นไม่พอ เดี๋ยวนี้ขยับไปเรียนภาษาจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีเพิ่มเติมอีก ถึงจะสู้คนอื่นได้

เราจึงอยากบอกกับคุณว่า เหตุผลทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ขบวนการวางแผนทางการเงินเพื่อเตรียมพร้อมในเรื่องการศึกษาของลูก จึงไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป ฉะนั้น ถ้าไม่เตรียมจะแย่

"พอพูดถึงเรื่องการศึกษาของลูกหลาน เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่การศึกษาในระบบแล้ว แต่มันเป็นเรื่องของการเพิ่มแต้มต่อให้ลูกหลาน ขบวนการการเตรียม ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป สาเหตุที่พ่อแม่ต้องเตรียมวางแผนเรื่องการศึกษาให้ลูกมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้มีเรื่องเงินเฟ้อ 4-6% เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ฉะนั้น ตั้งแต่วันที่เด็กเกิดออกมากลืมตาดูโลก พ่อแม่ควรจะให้ของขวัญเป็นการศึกษาที่ดีกับลูก เพราะถ้าให้เงิน บางทีเงินอาจจะหมดได้ แต่ให้การศึกษาจะอยู่กับลูกตลอดไป มีการศึกษาที่ดีลูกก็ไปหาเงินได้ แต่การศึกษาที่ดี ต้องมีเงินเป็นตัวช่วย พ่อแม่ทุกคนอยากให้การศึกษาสูงที่สุดแก่ลูกเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้"

 การศึกษายุคนี้เพิ่มความหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนอาจจะเรียนตั้งแต่เด็กจนจบมัธยมที่โรงเรียนเดียว แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว อาจจะเริ่มต้นที่ประถมเอกชน แล้วเปลี่ยนไปเรียนนานาชาติ ทางเลือกไม่ได้มีแค่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน แต่มีโรงเรียนประเภทไบลิงกวล สองภาษา และโรงเรียนนานาชาติเข้ามาเป็นทางเลือก ขณะที่ การเดินทางไปศึกษาในต่างประเทศ ในอดีตอาจจะมีแค่อังกฤษ และอเมริกา แต่เดี๋ยวนี้มีทั้งออสเตรเลีย อินเดีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลี และนิวซีแลนด์มาเป็นทางเลือก

ข้อสำคัญ สมัยก่อนพ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องวางแผนเรื่องการศึกษาให้ลูกก็ได้ เพราะดอกเบี้ยเงินฝากสูงเกิน 10% แค่เอาเงินไปนอนแช่ทิ้งไว้ในบัญชีเงินฝาก 10 ล้านทุกปีก็ได้ดอกผลปีละ 1 ล้านเอามาเป็นทุนการศึกษาของลูกได้ แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยเงินฝากแค่ 2-3% เท่านั้น พันธบัตรเต็มที่ก็ได้ดอกผลไม่เกิน 5%

ดังนั้น คอนเซปต์ของการศึกษา จึงไม่ใช่วางแผนการศึกษาแบบเดิมๆ ง่ายๆ อีกต่อไป แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อ และการบริหารผลตอบแทนของเงิน ที่ซับซ้อนมากขึ้น และจะใช้วิธีการและรูปแบบการลงทุนแบบเดิมไม่ได้

O เริ่มต้นวางแผนดีลูกมีแต้มต่อ
 พ่อแม่ที่อยากเห็นอนาคตอันสดใสของลูกน้อย หากเริ่มต้นด้วยการวางแผนที่ดี ลงมือทำตามแผนก็ทำให้ลูกรักของคุณเติบโตอย่างมีอนาคตที่สดใสได้

โดยปกตินั้น ขบวนการในการจัดการวางแผนเรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ "Pre College Fund" หรือช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย กับ "College Fund" แบ่งเป็นปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก

ในการเตรียมเงินทั้งหมด  โดยปกติหากเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เป็นคนชั้นกลาง ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีค่อยๆ สะสมเงินต้นไปเรื่อยๆ เมื่อได้ดอกผล ค่อยๆ นำส่วนหนึ่งออกมาใช้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนการศึกษา แต่ถ้าเป็นครอบครัวที่มีสตุ้งสตางค์หรือมีฐานะอยู่ก่อนแล้ว ก็มักจะดึงเฉพาะดอกผลออกออกมาจับจ่ายอย่างเดียว ฉะนั้น วิธีการตรงนี้ แตกต่างตรงที่ความมั่งคั่งของแต่ละครอบครัว

"จากสถิติในไทย ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ มากกว่า 50% ไม่สามารถเรียนจบได้ มีเหตุผลจากพ่อแม่ล้มละลาย บางคนเก็บเงินไปเรื่อยๆ พอขัดสน ชักหน้าไม่ถึงหลัง พ่อแม่ยืมจากเงินออมก้อนนี้ออกมาใช้ก่อน แล้วก็ไม่ได้คืน เงินก็หมดไป กับอีกกรณีคือพ่อแม่เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ แล้วไม่ได้เตรียมเงินไว้ให้อย่างเพียงพอ ในที่สุดก็เกิดปัญหา "

เราอยากแนะนำว่า เมื่อลูกเกิดมา อย่างแรกที่พ่อแม่ต้องทำคือประเมินค่าใช้จ่ายในอนาคต ว่ามีอะไรบ้าง ตั้งแต่ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัยและช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ยิ่งถ้าพอรู้เป้าหมายว่าช่วงเรียนประถมที่ไหน มัธยมที่ไหน หรืออยากให้เรียนนานาชาติตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะตัวเงินจะแตกต่างกัน หากพอรู้เป้าหมายจะได้วางแผนตระเตรียมเงินทองได้คร่าวๆ

ถัดมา เมื่อประเมินเป้าหมายพอได้ คราวนี้หันมาดูกำลังของเรา ว่าเพื่อให้สอดรับกับแผนคร่าวๆ ที่วางไว้ จะเอาเงินจากไหน เพราะถึงจะบริหารจัดการเงินก้อนนี้อย่างไรก็ต้องไม่ให้กระทบแผนการออมของเราเอง ดังนั้น ในแง่การจัดการงบประมาณ จึงต้องเริ่มต้นมองจากภาพแม็คโครก่อน ดูรายรับรายจ่ายแต่ละปีของเรา คะเนคร่าวๆ จะได้รู้สถานการณ์การเงิน ว่ามีกำลังเพียงพอหรือไม่

"ไม่ว่าจะลูกกี่คน ยังไงคุณก็ต้องเกษียณ ต้องเตรียมสะสมเงินออมเอาไว้ใช้ตอนเกษียณ เพราะฉะนั้น ต้องบริหารจัดการให้ดี ต้องไม่ให้กระทบแผนเงินออมเพื่อเกษียณของคุณต้องไม่สะดุดหรือไม่เปลี่ยน แผนชีวิตแผนการเงินของเราที่วางไว้ต้องไม่เปลี่ยน ดังนั้น จึงเกิดคำถามที่ว่า สำหรับคนไม่ได้ร่ำรวยเงินทองมาเป็นทุนเดิม เงินสะสมเพื่อการศึกษาของลูกควรจะมาจากไหน นั่นเป็นสิ่งที่คนสงสัย มีหลายคนคิดว่าดึงบางส่วนมาจากการเงินออมของเรานี่แหละ ที่จริงแล้วไม่ใช่ เงินออมส่วนนี้ต้องดึงมาจากส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายของเรา เราต้องลดรายจ่าย ปรับไลฟ์สไตล์และความสะดวกสบายเดิมๆ ลงบ้าง"

ที่จริง หากคุณเป็นพ่อแม่ประเภทที่สามารถผลิตรายได้พิเศษเพิ่มได้ คงไม่เป็นปัญหา แต่กรณีที่ไม่ได้ร่ำรวยเป็นทุนเดิม พ่อแม่หลายคนจำเป็นต้องลดคุณภาพชีวิตลงนิดหนึ่ง ปรับไลฟ์สไตล์ลง เพราะการหารายได้เพิ่ม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ แต่วิธีการลดรายจ่ายทุกคนทำได้

"แต่ละคนคงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า มีรายจ่ายอะไรที่ลดลงได้บ้าง แน่นอน ปัจจัย 4 ลดไม่ค่อยได้ ต้องไปปรับโครงสร้างและรีดจากค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เช่นคุณอาจต้องไปปรับโปรโมชั่นโทรศัพท์ หรือจากเดิมเคยกินกาแฟวันละ 2 แก้วก็ลดลงเหลือวันละแก้ว หรือเลิกเลย ก็อาจจะประหยัดเงินไปได้วันละ 100 บาท คุณรู้มั้ยว่า แค่ไม่กินกาแฟวันละ 100 บาท ณ ดอกเบี้ย 4% ผ่านไป 40 ปี คุณอาจจะมีเงินเก็บ 2.6 ล้านบาท นี่คิดจากแค่เดือนละ 22 วันเท่านั้นนะ ถึงตรงนี้สามีภรรยาคงต้องนั่งดูว่าปรับลดอะไรได้อีกบ้าง

สมมติแผนของคุณอยู่ที่เก็บเงิน 1 ล้านบาท เก็บ 20 ปีๆ ละ 5 หมื่นบาท ก็เท่ากับเดือนละ 4 พันบาทเศษๆ สามีภรรยาเงินเดือน 6 หมื่นรวมกันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่ลดเบียร์วันละกระป๋อง ลดกาแฟวันละแก้ว ลดนุ่นโน้นนี่ ได้แล้ว 4 พันบาท แต่ปัญหาของคนไทยคือยังไม่ทันลองเลย บอกว่าทำไม่ได้ดังนั้นก่อนจะบอกว่าทำได้หรือไม่ได้ ลองทำหรือยัง"

O เรียนธรรมดาสุดต้องยืนพื้นไว้ที่ 1.5 ล้านบาท
จากสถิติที่ได้มีการวิจัย ได้คำนวณตัวเลขคร่าวๆ สำหรับการศึกษาของลูก ว่าเงินน้อยที่สุดที่ต้องเตรียมสำหรับลูก กรณีเรียนธรรมดาที่สุดจนถึงจบปริญญาตรีต้องใช้เงินประมาณ 1.5 ล้านบาท แต่ถ้าวางแผนไปเรียนปริญญาโทเมืองนอก หรือเรียนโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวเลขเท่านี้ไม่พอแน่
ตามตัวเลขที่เราได้ประเมินออกมาคร่าวๆ แบ่งเป็น 3 ทางเลือก การเตรียมเงินจะแตกต่างกันไป ยิ่งเมื่อรวมอัตราเงินเฟ้อบนสมมติฐานที่ประมาณ 4% ด้วย จะพบว่ายิ่งต้องเตรียมเงินมากขึ้นอีก

กรณีแรก หากเรียนอนุบาลในโรงเรียนเอกชนชั้นนำ จะใช้เงินช่วงนี้ประมาณ 3 แสนบาท ช่วงประถมจนถึงมัธยมเรียนโรงเรียนเอกชนชั้นนำ ใช้เงินประมาณ 8.2 แสนบาท ระดับปริญญาตรีเรียนภาคอินเตอร์ประมาณ 7.7 แสนบาท เรียนปริญญาโทในสหรัฐอเมริกา 2.6 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 4.5 ล้านบาท เมื่อรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย 4% เท่ากับว่า ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 8.8 ล้านบาท

กรณีที่สอง หากเรียนอนุบาลในโรงเรียนเอกชนชั้นนำ จะใช้เงินช่วงนี้ประมาณ 3 แสนบาท แต่พอช่วงประถมจนถึงมัธยมเรียนโรงเรียนนานาชาติ จะใช้เงินเพิ่มเป็นประมาณ 6.1 แสนบาท จากนั้นไปเรียนระดับปริญญาตรีเรียนภาคอินเตอร์ประมาณ 7.7 แสนบาท เรียนปริญญาโทในสหรัฐอเมริกา 2.6 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 9.8 ล้านบาท เมื่อรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย 4% เท่ากับว่า ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 19 ล้านบาท

กรณีที่สาม หากเรียนอนุบาลในโรงเรียนเอกชนชั้นนำ จะใช้เงินช่วงนี้ประมาณ 3 แสนบาท ช่วงประถมจนถึงมัธยมเรียนโรงเรียนเอกชนชั้นนำ ใช้เงินประมาณ 8.2 แสนบาท ระดับปริญญาตรีเรียนมหาวิทยาลัยภาคภาษาไทยประมาณ 1.7 แสนบาท เรียนปริญญาโทภาคภาษาไทย 2 แสนบาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 1.49 ล้านบาท เมื่อรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย 4% เท่ากับว่า ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 2.6 ล้านบาท


O รับมือความเสี่ยงด้วยการวางแผนทำประกัน

ถึงแม้ว่าคุณจะมีเป้าหมายและมีตัวเลขเงินออมอยู่ในใจ รวมถึงเดินหน้าสะสมเงินออมเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ในโลกของความเป็นจริง  คุณอาจเผชิญหน้ากับความเสี่ยงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในเรื่องของสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี ที่อาจทำให้ธุรกิจที่คุณทำอยู่เกิดสะดุด หรือคุณต้องตกงานอย่างกะทันหัน  เราสามารถรับมือความเสี่ยงได้ด้วยการวางแผนทำประกัน

"ถ้าเราไม่อยู่หรือไม่มีความสามารถในการหาเงิน นักวางแผนการเงินทั่วโลกแนะให้ซื้อประกันวงเงิน 1 ล้านบาท แบบจ่ายเบี้ยถูกสุด เบี้ยปีละ 2-3 หมื่นบาท ถ้าสุขภาพดีและอายุน้อย เบี้ยมักไม่เกิน 3 ล้านบาท เมื่อคุณเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ลูกก็จะมีทุนการศึกษา 1 ล้านบาท โดยที่คุณตัดความกังวลใจ ไปได้เลย กรณีนี้สมมติว่าถ้าคุณอยู่ครบ 20 ปีโดยไม่เป็นอะไร ก็ได้เงินคืนมาก้อนหนึ่ง 50% เช่นส่งไปปีละ 3 หมื่น 20 ปีเป็นเงินประมาณ 6 แสนบาท จะได้เงิน 3 แสนบาทคืนมา แต่ก็สบายใจได้ว่าถ้าเราเป็นอะไรปุ๊บปั๊บการศึกษาของลูกไม่สะดุดแน่นอน"

หลายคนอาจจะบอกว่า มีลูกหนึ่งคนแล้ว ชีวิตต้องเก็บเงินออมเพื่อลูกเดือนละ 4 พันบาท แล้วยังต้องซื้อประกันด้วยหรือ คำตอบคือถ้ารักลูกควรจะทำทั้งสองทาง

"เมื่อคุณรู้ปัญหาว่ามีความเสี่ยงอยู่ตรงไหนบ้าง ประเด็นคือคุณจะจัดการมันอย่างไร อย่างแรกคือโอนความเสี่ยงไปให้บริษัทประกัน 100% หรือจัดการโอนความเสี่ยงไปตามความสามารถและกำลังของเรา หรือคุณเลือกที่จะไม่โอนเลยก็ได้ แต่รู้ไว้ว่า คนที่รับความเสี่ยงคือคนที่คุณรักและเขารักคุณ เขาต้องมารับความเสี่ยงแทนคุณ แต่ถ้าคุณบอกว่าให้ลูกรับไปเอง ก็ได้เช่นกัน คุณก็ฝากธนาคารอย่างเดียว ไม่ต้องทำประกัน แต่ผมอยากบอกว่าในต่างประเทศเขาทำทั้ง 2 ส่วนไปพร้อมๆ กัน เพราะอันตรายมาก ที่ลูกของคุณจะไม่มีเงินเรียนหนังสือ"

O รวยแค่ไหนก็ต้องวางแผนเพื่อการศึกษา

เพราะความรวยไม่ได้อยู่กับทุกคนตลอดทั้งชีวิต ดังนั้น ถึงแม้คุณจะเป็นคนรวยหรือมีอันจะกินก็ต้องวางแผน และจัดการเงินก้อนที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ยกตัวอย่าง  คนรวยบางคนที่เมื่อมีลูกหนึ่งคน เขาอาจจะใช้วิธีกันเงินก้อนหนึ่งประมาณ 10 ล้านบาท เตรียมเอาไว้เลย ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดี เพราะ คนที่ไม่กันเงินออกมา เผื่อวันข้างหน้ามีปัญหาเรื่องการเงิน เงินก้อนนี้ก็อาจจะหมดได้ เพราะคนรวยวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าอีก 20 ปีคุณจะรวย เพราะฉะนั้นแบ่งออกมาเลย

"แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เงินก้อนนี้จะทยอยดึงออกมาเป็นเงินเพื่อการศึกษาทั้งหมด หรือจะเอาดอกผลของ 10 ล้านบาทมาเป็นทุนการศึกษา ยกตัวอย่างว่าถ้าวางแผนให้ดีเช่นใช้เงินปีละ 5 แสนบาท คุณก็แค่บริหารเงินก้อนนี้ให้ได้ผลตอบแทนปีละ 5-7% ก็ได้เงินปีละ 5-7 แสนบาทออกมาใช้เป็นทุนการศึกษาของลูก พอลูกเรียนจบเงินก้อนนี้ก็เป็นของคุณ วิธีนี้ถูกสอนในต่างประเทศ เขาจะเริ่มวางแผนตั้งแต่แต่งงาน บางคนเก็บเงินเพื่อการศึกษาตั้งแต่ก่อนแต่งงาน มีแต้มต่อดีกว่าเยอะ ประเด็นคือคนทั่วไปรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ ท้องแล้วหรือคลอดแล้วค่อยวางแผนสะสมเงินก้อนนี้"

O แผนชัดเจน..ลงทุนง่าย

การบริหารจัดการเงินสะสมเพื่อการศึกษาของคุณจะง่ายขึ้น หากคุณมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน จะทำให้คุณลงทุนได้ง่ายเงิน ยกตัวอย่างว่า เช่นถ้าชัดเจนว่าอนาคตอยากจะส่งลูกไปเรียนอังกฤษ นั่นหมายถึงอนาคตคุณต้องใช้เงินปอนด์แน่ๆ ก็ไปลงทุนในต่างประเทศเลย

"ในอดีตมีไอเดียว่า เงินก้อนที่เก็บเพื่อการศึกษาของลูกจะต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ควรเสี่ยงเลย เพราะเป้าหมายในอดีตพ่อแม่ส่วนใหญ่จะส่งลูกเรียนมัธยมภายในประเทศ จากนั้นก็เรียนปริญญาตรีในเมืองไทย หรือบางบ้านขยับไปต่อปริญญาโทเมืองนอก ซึ่งตอนที่อัตราแลกเปลี่ยน 25 บาทต่อดอลลาร์ และดอกเบี้ยเงินฝากได้ 10% ทำให้บริหารจัดการง่าย แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว "

ดังนั้น  พ่อแม่ควรจะบริหารจัดการและหาวิธีลงทุนใหม่ ที่ให้เงินงอกเงยสมกับเงื่อนไขและสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่นหาทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น ในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ในทองคำ พันธบัตรระยะยาว หรือถ้าจะส่งลูกไปเรียนอังกฤษ ก็อาจจะจัดสรรเงินลงทุนส่วนหนึ่งเป็นเงินปอนด์ไว้เลยก็ได้ แต่ถ้าไม่มีความรู้เรื่องการวางแผนลงทุนเพื่อการศึกษาของลูก ก็ควรหันมาปรึกษาบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมนิดหน่อย แต่แผนของคุณก็บรรลุเป้าหมาย

โดยที่ลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแล้ว ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง แทนที่จะบริหารเงินเองเอาเวลาไปทำงานหาเงินดีกว่า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนบริหารเงินลงทุนดีกว่า ยิ่งตอนนี้ค่าการศึกษาแพงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนก็เยอะ ดอกเบี้ยลดลงมหาศาล 3 ตัวแปรนี้ ทำให้เห็นว่า การวางแผนการศึกษาแบบคอนเซอร์เวย์ทีฟ ยากที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินในอนาคต "

** O ทำ 2 ทางควบคู่กันไปดีที่สุด


 ถึงแม้คุณจะไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่เกิด แต่การวางแผนการศึกษาให้ลูกหลานก็ไม่ได้ยากเกินกำลัง หากไม่มีเงินก้อน ก็ค่อยๆ สะสมเงินทอง และวางแผนป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกัน ควบคู่กันไป 2 ทางเลย

ส่วนคนที่โชคดีเกิดมารวยอยู่แล้ว เมื่อมีเงินก้อนก็เลือกรูปแบบการลงทุนให้เหมาะสม ถ้าวางแผนว่าอนาคตจะส่งลูกไปเรียนต่างประเทศแน่นอน ก็กระจายเงินไปลงทุนในเงินสกุลนั้นๆ เช่นลงตราสารเงินสกุลดอลลาร์ ซื้อหุ้นในต่างประเทศ หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศที่คิดว่าจะส่งลูกไปเรียนเช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ และอเมริกา จะให้ดีกว่านั้นคือมีทั้งเงินก้อนเก็บ แล้วบริหารเงินก้อนนี้ให้มีความมั่งคั่งพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็ซื้อประกันด้วย

"หรือจะวางแผนแบบตามยถากรรม ซึ่งถ้าคนไทยเป็นแบบนี้กันหมด สังคมไทยคงแย่ จากสถิติพบว่า 3 ใน 5 คน ที่เกิดมาจะต้องป่วยเป็นโรคร้ายแรงแน่นอน ถ้าคุณโชคดีป่วยหลังจากส่งเสียลูกให้เรียนจบแล้วก็รอดตัวไป แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ ป่วยด้วยต้องใช้เงินรักษา ก็กระทบการศึกษาของลูก หรือถ้าเกิดเศรษฐกิจพังพินาศ อนาคตลูกหลานจะเป็นยังไง ปัญหาสังคมเกิดจากการไม่วางแผนการเงินทั้งนั้นแหละ"

สุดท้ายการลงทุนในสินทรัพย์ทางปัญญาให้ลูกหลานมีความสำคัญอย่างยิ่ง สังคมไทยจะพัฒนา หากพ่อแม่หันมาวางแผนทางการเงิน และยิ่งวางแผนการเงินดีลูกคุณยิ่งมีแต้มต่อ

สร้างแต้มต่อ ในอนาคตการศึกษาให้กับลูกคุณ  คลิกเลย
******************************************************* 
เรื่องราวต่อไปนี้ คือคำตอบที่ดี ที่คุณจะได้ในอนาคตทางการศึกษาของลูก
โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร


และนี่คือหนึ่งเหตุผลที่จะทำให้คุณรู้จักความหมายของคำว่ารักและครอบครัว
ที่สุดก็คือรัก 

สร้างแต้มต่อและอนาคตการศึกษาให้กับลูกหลานคุณ คลิกเลย !
__________________________________________________

0 ความคิดเห็น:

Search

กำลังโหลด...
ทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษี ทำประกันกลุ่มพนักงานและผู้บริหาร ปรึกษาเราด่วน 0851544935

About Me

ภาพถ่ายของฉัน
Muangthai Agent
ผู้แนะนำการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Single License) ที่ปรึกษาการเงินและประกันชีวิต เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด มหาชน
ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน

ข่าวที่น่าสนใจ

Loading...